อีเมลล์รับข่าวสาร
รับข่าวสารที่บริษัทประกาศ

ถามตอบ
  1. ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ประกอบธุรกิจอะไรบ้าง ภายใต้แบรนด์ใด และประกอบธุรกิจในประเทศใดบ้าง

    บริษัทประกอบธุรกิจร้านอาหาร ธุรกิจโรงแรม และธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้า โดยมีแบรนด์ต่างๆ ที่บริษัทเป็นเจ้าของ เช่น เดอะ พิซซ่า คอมปะนี, เดอะ คอฟฟี่ คลับ, ริบส์ แอนด์ รัมส์, ไทยเอ็กซ์เพรส และริเวอร์ไซด์ สำหรับธุรกิจร้านอาหาร แบรนด์อนันตรา, อวานี, เปอร์ อควัม, โอ๊คส์ และเอเลวาน่า สำหรับธุรกิจโรงแรมและธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ บริษัทยังเป็นพันธมิตรธุรกิจกับแบรนด์ชั้นนำระดับโลก โดยได้รับสิทธิแฟรนไชส์ร้านอาหารจากแบรนด์สเวนเซ่นส์, ซิซซ์เลอร์, แดรี่ ควีน และเบอร์เกอร์ คิง ตลอดจนมีกลุ่มโฟร์ซีซั่นส์, เซนต์ รีจีส, แมริออท และ เจ ดับบลิว แมริออทเป็นผู้บริหารโรงแรมให้ นอกจากนี้ ภายใต้ธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้า บริษัทยังได้รับสิทธิจัดจำหน่ายสินค้าแบรนด์ แก๊ป, เอสปรี, บอสสินี, ชาร์ลส์ แอนด์ คีธ, เพโดร, เรด เอิร์ธ, ทูมี่ และสวิลลิ่ง เจ เอ เฮ็งเคิลส์ ณ สิ้นปี 2556 บริษัทประกอบธุรกิจในประเทศไทยและอีก 25 ประเทศ ครอบคลุมจากทวีปแอฟริกาถึงออสเตรเลีย โปรดดู ธุรกิจของ MINT สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

  2. สามารถติดตามข่าวสารของบริษัทและกิจกรรมของนักลงทุนผ่านช่องทางใด

    ท่านสามารถลงชื่อที่ Investor Relations E-Mail Alerts. เพื่อรับข่าวสารผ่านทางอีเมล์ได้

  3. บริษัทจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีเมื่อไร

    โดยปกติ บริษัทจะจัดการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นในช่วงต้นเดือนเมษายนของทุกปี โดยสามารถดู/ดาวน์โหลดหนังสือเชิญประชุมผู้ถือหุ้น ได้ที่ส่วนของนักลงทุนสัมพันธ์บนเว็บไซต์

  4. สามารถขอรับรายงานประจำปี งบการเงิน และสรุปผลการดำเนินงานรายไตรมาสได้ที่ใด

    ข้อมูลทั้งหมดสามารถดาวน์โหลดได้ที่ส่วนของนักลงทุนสัมพันธ์บนเว็บไซต์ หากต้องการรายงานประจำปีเป็นรูปเล่ม สามารถส่งคำขอที่ส่วนของนักลงทุนสัมพันธ์บนเว็บไซต์เช่นกัน

  5. ใครเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีของ MINT

    บริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส จำกัด

  6. รอบปีบัญชีของ MINT คือช่วงใด

    รอบปีบัญชีของ MINT คือ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม

  1. อัตราการจ่ายเงินปันผลเฉลี่ยของบริษัทเป็นอย่างไร

    บริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผล อ้างอิงจากผลการดำเนินงานในแต่ละปี บริษัทคาดการณ์ว่า เงินสดปันผลประจำปีจะไม่ต่ำกว่าจำนวนเงินสดปันผลที่จ่ายในปีก่อน นอกจากนี้ บริษัทยังมีการจ่ายหุ้นปันผลเป็นบางโอกาส เมื่อเวลาที่บริษัทต้องการสำรองเงินสด เพื่อใช้ในการขยายธุรกิจ โดยจากข้อมูลในอดีต บริษัทมีอัตราการจ่ายเงินปันผลเฉลี่ยประมาณร้อยละ 30 – 40 ของกำไรสุทธิ รายละเอียดของประวัติการจ่ายเงินปันผลได้แสดงไว้ในส่วนของนักลงทุนสัมพันธ์บนเว็บไซต์

  2. บริษัทมีการออกหลักทรัพย์หรือเครื่องมือทางการเงินอื่นๆ นอกเหนือจากหุ้นสามัญหรือไม่

    บริษัทได้ออกใบสำคัญแสดงสิทธิ (วอแรนต์) ให้แก่ผู้บริหารและพนักงานของบริษัทภายในโครงการ Employee Stock Option Program (ESOP) นอกจากนี้ บริษัทได้ออกหุ้นกู้ระยะยาวหลายชุด ในรายละเอียดได้แสดงไว้ในส่วนของนักลงทุนสัมพันธ์บนเว็บไซต์

  3. บริษัทและหุ้นกู้ของบริษัทได้รับการจัดอันดับหรือไม่ อย่างไร

    หุ้นกู้ทั้งหมดของบริษัทได้รับการจัดอันดับที่ A จากทริส เรตติ้ง และบริษัทได้รับการจัดอันดับเครดิตองค์กรอยู่ที่ระดับ A เช่นกัน และมีแนวโน้มคงที่ (Stable outlook)

  4. สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับราคาหุ้น MINT ทั้งในปัจจุบันและในอดีตได้อย่างไร

    ข้อมูลทั้งหมดได้แสดงไว้ในส่วนของนักลงทุนสัมพันธ์บนเว็บไซต์

  5. บริษัทรายงานผลประกอบการเมื่อไร

    โดยปกติ บริษัทรายงานผลประกอบการรายไตรมาสภายใน 45 วัน ภายหลังจากวันที่ปิดไตรมาส และประมาณ 90 วันหลังจากสิ้นปี โดยกำหนดการรายงานผลประกอบการแต่ละไตรมาสได้แสดงไว้ใน ปฏิทินทางการเงิน ในส่วนของนักลงทุนสัมพันธ์บนเว็บไซต์ นอกจากนี้ ข่าวสรุปผลการดำเนินงาน และการวิเคราะห์ผลการดำเนินงานของบริษัทรายไตรมาส ได้แสดงไว้ในส่วนของนักลงทุนสัมพันธ์บนเว็บไซต์เช่นกัน

  6. โครงสร้างรายได้และกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และ ค่าเสื่อมราคา (EBITDA) ของบริษัทเป็นอย่างไร

    จากค่าเฉลี่ยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2552-2556) ธุรกิจร้านอาหารมีสัดส่วนรายได้มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 46 ของรายได้รวม ธุรกิจโรงแรมและธุรกิจอื่นๆที่เกี่ยวข้อง มีสัดส่วนรายได้ร้อยละ 44 และธุรกิจจัดจำหน่ายมีสัดส่วนรายได้ร้อยละ 10 ในส่วนของโครงสร้าง EBITDA เฉลี่ยในช่วง 5 ปี ธุรกิจร้านอาหารมี EBITDA คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 39 ธุรกิจโรงแรมและธุรกิจอื่นๆที่เกี่ยวข้อง มีสัดส่วน EBITDA ร้อยละ 58 และธุรกิจจัดจำหน่ายมีสัดส่วน EBITDA ร้อยละ 3

  1. บริษัทมีโรงแรมทั้งหมดกี่แห่งในปัจจุบัน

    ณ สิ้นปี 2556 บริษัทมีโรงแรมและเซอร์วิสสวีทในกลุ่มทั้งหมด 103 แห่ง โดยมีโรงแรมที่บริษัทเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่จำนวน 19 แห่ง โรงแรมที่บริษัทร่วมลงทุนจำนวน 16 แห่ง โรงแรมที่บริษัทรับจ้างบริหารอีกจำนวน 24 แห่ง และเซอร์วิสสวีทจำนวน 44 แห่ง

  2. แบรนด์อนันตราก่อตั้งตั้งแต่เมื่อใด และแบรนด์นี้สามารถขยายไปนอกประเทศได้หรือไม่

    แบรนด์ อนันตรา ก่อตั้งขึ้นในปี 2544 โดยมีความหมายในภาษาสันสกฤตว่า ไม่มีที่สิ้นสุด โดยโรงแรมอนันตราแห่งแรก ตั้งขึ้นที่หัวหิน จากการปรับปรุงโรงแรม รอยัล การ์เดนท์ วิลเลจ เดิม ปัจจุบัน บริษัทมีโรงแรมอนันตราทั้งหมด 29 แห่ง โดยมีจำนวน 17 แห่งที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศ ได้แก่ มัลดีฟส์ เวียดนาม กัมพูชา โมซัมบิก จีน อินโดนีเซีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ นอกจากนี้ บริษัทมีแผนจะพัฒนาและเปิดให้ดำเนินงานโรงแรมอนันตราอีก 21 แห่ง ในศรีลังกา ลาว โอมาน เมอริเชียส และอินเดีย ภายในปี 2557-2559

  3. บริษัทมีแบรนด์อะไรอีกบ้างภายใต้ธุรกิจโรงแรม

    นอกเหนือจากอนันตรา บริษัทมีแบรนด์อวานี ซึ่งมีความหมายว่า "พื้นดิน" ในภาษาสันสกฤต ให้ความสะดวกสบายในบรรยากาศร่วมสมัยในหลากหลายวัฒนธรรม นอกจากนี้ บริษัทมีแบรนด์โอ๊คส์ ซึ่งบริหารเซอร์วิส อพาร์ทเมนท์ภายใต้สัญญารับจ้างบริหาร Management Letting Rights ในประเทศออสเตรเลีย นอกจากนี้บริษัทมีการร่วมทุนในสัดส่วนร้อยละ 50 ในแบรนด์เปอร์ อควัม แบรนด์หรูระดับบน และแบรนด์เอเลวาน่าในแอฟริกา

  4. บริษัทเริ่มพัฒนาธุรกิจรับจ้างบริหารโรงแรมตั้งแต่เมื่อใด และธุรกิจดังกล่าว จะกลายมาเป็นธุรกิจหลักของบริษัทหรือไม่

    ธุรกิจรับจ้างบริหารโรงแรมของบริษัทเริ่มต้นขึ้นในปี 2549 จากการรับจ้างบริหารโรงแรม 1 แห่งในมัลดีฟส์ ที่บริษัทร่วมลงทุนในสัดส่วนร้อยละ 50 ณ ปัจจุบัน นอกเหนือจากการรับจ้างบริหารโรงแรม 3 แห่งในมัลดีฟส์ที่บริษัทร่วมลงทุนแล้ว บริษัทยังรับจ้างบริหารโรงแรมที่บริษัทไม่ได้เป็นเจ้าของ โดยใช้ชื่ออนันตราอีกจำนวน 17 แห่ง และยังมีโรงแรมใหม่ที่จะเปิดให้บริการในช่วงปี 2557 - 2559 อีกจำนวน 18 แห่ง

  5. ธุรกิจอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโรงแรมของบริษัทคืออะไร

    นอกเหนือจากโรงแรมแล้ว บริษัทยังเป็นเจ้าของและผู้ประกอบการธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโรงแรม และตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน เพื่อเป็นการเพิ่มความสามารถในการทำกำไรของกลุ่มธุรกิจโรงแรม อันได้แก่ สปา ศูนย์การค้า ธุรกิจบันเทิง อสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย ตลอดจนธุรกิจโครงการพักผ่อนแบบปันส่วนเวลา (Timeshare)

  6. บริษัทมีแผนจะลงทุนในโครงการใหม่ๆ อีกหรือไม่

    บริษัทมีแผนที่จะพัฒนาโรงแรมสองแห่งภายใต้แบรนด์อนันตราที่คาลูทาราและทานกอลล์ และอีกหนึ่งโรงแรมแห่งภายใต้ แบรนด์อวานีที่อัมบาลังโกดาในประเทศศรีลังกาและโรงแรมอวานีต้นแบบในกรุงเทพฯ

  7. บริษัทจัดสรรเงินลงทุนเพื่อใช้ในการซ่อมแซมและปรับปรุงทรัพย์สินในแต่ละปีเป็นจำนวนเท่าไร

    บริษัทประมาณการงบลงทุนเพื่อใช้ในการซ่อมแซมและปรับปรุงทรัพย์สินในแต่ละปีในสัดส่วนร้อยละ 3-4 ของรายได้ทั้งหมดของกลุ่มโรงแรม

  1. บริษัทมีร้านอาหารทั้งหมดกี่ร้าน และอยู่ในประเทศใดบ้าง

    ณ สิ้นปี 2556 บริษัทมีร้านอาหารทั้งหมด 1,544 สาขา ใน 19 ประเทศ ได้แก่ ไทย จีน สิงคโปร์ มัลดีฟส์ กัมพูชา เวียดนาม ลาว ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินเดีย กลุ่มประเทศในทวีปตะวันออกกลาง ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และ นิวแคลิโดเนีย

  2. บริษัทมีร้านอาหารแฟรนไชส์ทั้งหมดกี่สาขา และรายได้ค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ คิดเป็นสัดส่วนเท่าไรของรายได้ทั้งหมดของกลุ่มธุรกิจร้านอาหาร

    ร้านอาหารแฟรนไชส์ของบริษัทคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 47 ของร้านอาหารทั้งหมด โดยมีรายได้ค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์คิดเป็นร้อยละ 3 ของรายได้ทั้งหมดของธุรกิจร้านอาหารในปี 2556 ซึ่งแม้ว่า จะเป็นสัดส่วนน้อย แต่ธุรกิจแฟรนไชส์นั้นมีอัตราการทำกำไรที่สูงกว่า ทั้งยังสามารถขยายสาขาได้รวดเร็วกว่า โดยที่บริษัทรับความเสี่ยงที่ต่ำกว่า

  3. โครงสร้างค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์เป็นอย่างไร

    สำหรับร้านอาหารแฟรนไชส์ในประเทศไทย โดยปกติ ค่าใช้จ่ายในการให้คำปรึกษาเบื้องต้นอาจจะแตกต่างกันไป แต่เมื่อร้านอาหารเปิดดำเนินงาน ค่าธรรมเนียมในการให้บริการจะคิดเป็นสัดส่วนของรายได้ เรียกเก็บเป็นรายเดือน และสำหรับร้านอาหารแฟรนไชส์ในต่างประเทศ จะมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม (Territory fee) เพื่อให้ได้สิทธิแฟรนไชส์แต่เพียงรายเดียวในประเทศนั้น

  4. บริษัทมีแบรนด์อะไรที่เป็นเจ้าของเองบ้าง

    แบรนด์ที่บริษัทเป็นเจ้าของเองรวมถึง เดอะ พิซซ่า คอมปะนี ในประเทศไทย, ไทยเอ็กซ์เพรส ในประเทศสิงคโปร์, เดอะ คอฟฟี่คลับ และ ริบส์ แอนด์ รัมส์ ในออสเตรเลีย และริเวอร์ไซด์ในประเทศจีน

  1. ธุรกิจรับจ้างผลิตคืออะไร

    บริษัทรับจ้างผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีส่วนประกอบของกรด เช่น น้ำยาบ้วนปาก กระดาษชำระ น้ำยาปรับผ้านุ่ม และน้ำหอมปรับอากาศ โดยมีกลุ่มลูกค้าชั้นนำระดับโลก เช่น เอส ซี จอห์นสัน, ยูนิลีเวอร์, คอลเกต, จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน และไลออน โดยโรงงานของบริษัทในจังหวัดปทุมธานีสามารถรองรับการผลิตได้ถึง 100,000 ตันต่อปี